The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

เกี่ยวกับภาพยนตร์
“เราอยากจะเชื่ออย่างเหลือเกินว่ายังมีเวทมนตร์ในโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นสาเหตุที่ทำให้ตำนานล็อคเนสกระตุ้นจินตนาการของเรามารุ่นแล้วรุ่นเล่าครับ” เจย์ รัสเซล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “The Water Horse: Legend of the Deep” กล่าว “ผมมองหาเรื่องราวที่จะถ่ายทอดเกี่ยวกับจิตวิญญาณมนุษย์ ผมทึ่งกับที่ทางของเราบนโลกใบนี้และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ร่วมโลกกับเรา ว่าพวกเราส่งผลกระทบต่อชีวิตของอีกฝ่ายอย่างไรบ้าง

ด้วยความที่ว่าเรื่องเล่านี้มีธีมสากลของเวทมนตร์และมิตรภาพ มันก็เลยเหมาะกับคนทุกวัย มันเป็นหนังสำหรับทุกคนจริงๆ ในระดับหนึ่ง มันเป็นหนังสำหรับเด็กๆ เป็นหนังสำหรับพ่อแม่ในระดับหนึ่ง และเป็นหนังสำหรับคุณปู่คุณย่าในอีกระดับหนึ่งด้วย”

“ผมตื่นเต้นจริงๆ ที่มีโอกาสได้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของแองกัสกับครูโซครับ” อเล็กซ์ เอเทลกล่าว นักแสดงตัวน้อยที่ก่อนหน้านี้โด่งดังจากบทนำใน “Millions” รับบทเด็กชายชาวสก็อตที่พบครูโซและเลี้ยงสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ตัวนี้ขึ้นมาจนเติบใหญ่ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ “แองกัสเป็นเด็กที่แปลกแยกจากคนอื่นหน่อยๆ ครับ เขาเก็บเนื้อเก็บตัว พอเขาได้พบครูโซ เขาก็ดีใจที่ได้มีเพื่อนใหม่ แต่เขาก็ตื่นเต้นที่ได้มีความลับ มันเป็นมิตรภาพที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขาครับ”

สำหรับรัสเซล มิตรภาพนั้นดำเนินขนานไปกับแง่มุมสำคัญในชีวิตของแองกัส “ความสัมพันธ์ระหว่างแองกัสกับม้าทะเลสาบสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะยิ่งมันเติบโตขึ้นเท่าไหร่ มันก็กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ อันงดงามที่ครั้งหนึ่งแองกัสเคยมีกับพ่อของเขามากขึ้นเท่านั้น” ผู้กำกับตั้งข้อสังเกต “ครูโซช่วยให้เขาก้าวพ้นวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ นั่นเป็นความเรียบง่ายของเรื่องราวนี้ครับ มันเป็นวิธีวิเศษสุดใน การบอกเล่าเรื่องราวการที่เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นและยอมรับความจริงของชีวิต”

ดิค คิง-สมิธ ผู้เขียนหนังสือ The Water Horse ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวว่าเขายินดีเป็นพิเศษที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายตัวน้อยกับโลกรอบตัวเขา “ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนสนใจเรื่องราวนี้คือความลึกลับครับ” เขากล่าว “ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าม้าทะเลสาบมีอยู่จริงรึเปล่า ไม่มีใครรู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไง คุณสามารถปล่อยจินตนาการตัวเองให้โลดแล่นได้ ผมคิดว่านั่นคือความสนุกของมันครับ ผมคิดว่าเสน่ห์ของเรื่องราวนี้คือความเรียบง่าย มันเป็นเรื่องราวตรงไปตรงมาเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดตัวหนึ่ง และผลกระทบที่มันมีต่อครอบครัวนั้นน่ะครับ”

คิง-สมิธกล่าวอีกว่า มันมีอีกแง่มุมหนึ่งที่อยู่ในใจเขา “ผมคิดว่ามันมีธีมเดียวกันอย่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ทุกเรื่องของผม นั่นคือความกล้าหาญครับ” นักเขียน เจ้าของผลงานเรื่อง Babe: The Gallant Pig กล่าว “มันอาจเป็นความกล้าหาญทางร่างกายหรือจิตใจก็ได้ แต่ในเรื่องราวของผม สัตว์ตัวนั้นๆ จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความยากลำบากบางประการ แต่มันก็ฝ่าฟันมาได้ด้วยแรงใจล้วนๆ นั่นเป็นธีมที่ทำให้ผม สนใจครับ”


ในการเนรมิตชีวิตให้กับสิ่งมีชีวิตพิเศษนี้ ทีมผู้สร้างได้เรียกใช้งานทีมงานสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ที่เวตา เวิร์คช็อปและเวตา ดิจิตอล ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยสร้างเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Lord of the Rings,” “The Chronicles of Narnia” และ “King Kong” มาแล้ว “นี่เป็นหนังแบบที่เราชอบทำครับ” ริชาร์ด เทย์เลอร์ ผู้ดูแลเวิร์คช็อปแห่งเวตา เวิร์คช็อปกล่าว “เราได้สร้างสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่งดงามแบบนี้ แต่การที่มันเปลี่ยนแปลงไประหว่างการดำเนินเรื่องและเติบโต

The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

จนกลายเป็นม้าทะเลสาบวัยโตเต็มวัยเปิดโอกาสทองในการออกแบบให้กับเราครับ เราสามารถพูดคุยปรึกษากับเจย์ รัสเซลและทีมงานของเราในการสร้างบางสิ่งที่พิเศษสุดจริงๆ ให้กับหนังที่น่ารักมากๆ เรื่องนี้ มันไม่บ่อยนักหรอกครับที่คุณจะเจอหนังแบบนี้”

ผู้อำนวยการสร้างแบร์รีย์ เอ็ม. ออสบอร์น ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับเวตามาแล้วในฐานะผู้อำนวยการสร้างไตรภาค “Lord of the Rings” ได้กลับสู่นิวซีแลนด์เพื่อรับหน้าที่เดียวกันนี้ในภาพยนตร์เรื่อง “The Water Horse” ออสบอร์นเห็นพ้องด้วยว่า รัสเซล ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกำกับภาพยนตร์สำหรับครอบครัวที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงเรื่อง “My Dog Skip” และ “Tuck Everlasting” เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการเนรมิตชีวิตให้กับม้าทะเลสาบ ออสบอร์นกล่าวว่า เช่นเดียวกับในภาพยนตร์เหล่านั้น แกนกลางของ “The Water Horse” คือเรื่องราวอ่อนโยนเกี่ยวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ “หนังเรื่องนี้บันทึกการเติบโตของหนุ่มน้อยคนนี้ครับ” เขาอธิบาย “เขาทำใจได้กับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ และด้วยเพื่อนของเขา ด้วยสิ่งมีชีวิตตัวนี้ เขาได้ค้นพบความหวัง ความงามและชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งครับ”

“เจย์ฉลาดมากๆ” ออสบอร์นกล่าวต่อ “เขาทุ่มให้กับหนังเรื่องนี้อย่างหมดตัว เขารักสิ่งที่เขาทำมากๆ ผมยินดีมากที่ได้ร่วมงานกับเขา”

“ผมชื่นชอบจินตนาการและสเกลของเรื่องครับ มันน่าตื่นเต้นสุดๆ แต่สำหรับผมแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของหัวใจครับ” ผู้อำนวยการสร้างชาร์ลี ลีออนส์กล่าว “มันซาบซึ้งใจและเป็นสิ่งเตือนให้คุณรำลึกว่า เมื่อคุณสูญเสียวัยเด็กของคุณไป คุณต้องสู้เพื่อรักษาจินตนาการของตัวเองเอาไว้ ถ้ามีเด็กบอกคุณว่า เขาซ่อนสัตว์ประหลาดไว้ในห้อง คุณควรจะฟังเขา ‘The Water Horse’ เป็นสิ่งที่เตือนให้เรานึกถึงว่า ยังมีความงดงามอยู่ในโลกใบนี้และชีวิตเป็นสมบัติล้ำค่าครับ”

การเนรมิตชีวิตให้ครูโซ
แน่นอน มีตัวละครอีกตัวหนึ่งที่จะปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ นั่นคือ ครูโซ ตัวละครตามชื่อเรื่อง หน้าที่สำคัญในการเนรมิตชีวิตให้ครูโซตกเป็นของเวตา ดิจิตอลและเวตา เวิร์คช็อป ผู้รับผิดชอบเอฟเฟ็กต์ในไตรภาค “Lord of the Ring,” “King Kong” และ “The Chronicles of Narnia”

“ด้วยความที่ว่ามันเป็นตัวละครที่สำคัญต่อหนังมาก สิ่งหลักๆ ที่เราต้องทำคือการกำหนดลักษณะนิสัยของมันครับ” โจ เล็ทเทอรี ซีเนียร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดแห่งเวตา ดิจิตอล กล่าว “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราอยากให้มันเป็นสัตว์จริงๆ มันจะต้องมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัว แต่เราไม่อยากทำให้มันเหมือนมนุษย์ สิ่งที่สำคัญมากๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราอยากสื่อสารความคิดที่ว่า ครูโซ เป็นสิ่งมีชีวิตที่แองกัสสามารถมองเห็นตัวเองในนั้นได้ครับ


The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทรThe Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

“หนังเรื่องนี้ทำให้เราต้องทำในสิ่งที่คนไม่เคยเห็นมาก่อนครับ” เล็ทเทอรีกล่าวเสริม “แผนกสเปเชียล เอฟเฟ็กต์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งระหว่างการถ่ายทำเพราะครูโซจะต้องกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ หลายอย่าง ทุกอย่างที่พวกเขาทำกับแสง ปฏิสัมพันธ์กับน้ำ การขยับเขยื้อนสิ่งต่างๆ ในกองถ่าย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นช่วยทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ครูโซอยู่หน้ากล้องจริงๆ ตอนที่ถ่ายทำซีนนั้นครับ”

ขั้นตอนแรกในกระบวนการนั้นคือการออกแบบสิ่งมีชีวิตในตำนานนี้ ด้วยความที่ไม่เคยมีใครเห็นม้าทะเลสาบมาก่อน ทางเลือกจึงเปิดกว้าง รัสเซลกล่าวว่า “ตอนที่ผมนั่งออกแบบมันกับแมท ค็อดด์ ดีไซเนอร์คอนเซ็ปต์ ของครูโซ เรามองดูสัตว์และสิ่งมีชีวิตหลากหลายประเภท เรารู้สึกว่า ด้วยความที่ว่าเรากำลังสร้างตำนานนี้ในแบบของเราเอง เราก็เลยอยากได้สิ่งที่มีเอกลักษณ์ ในภาพวาดคอนเซ็ปต์เริ่มแรกของตัวละครตัวนี้ เราใช้สัตว์ประมาณหกชนิดมาเป็นแบบในการวาดหน้าและตัวของครูโซ ถ้าคุณมองภาพวาดคอนเซ็ปต์เริ่มแรกดีๆ คุณจะเห็นว่ามันมีดวงตาเหยี่ยวและจมูกเหมือนม้า มันมีความเป็นสุนัขในนั้น มีไดโนเสาร์ มียีราฟนิดๆ ด้วยซ้ำไป เพราะเราอยากให้ผู้ชมมีความรู้สึกแปลกๆ ที่ทำให้พวกเขาคิดว่า ‘ฉันเคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อนนะ แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามันคือตัวอะไร’ น่ะครับ”

นอกเหนือจากนั้น ด้วยความที่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ติดตามครูโซขณะที่มันเติบโตขึ้น ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ จากวัยทารกสู่วัยผู้ใหญ่ ทีมงานก็เลยต้องออกแบบขั้นตอนการเติบโตหลายขั้นตอนให้กับมัน จิโน อาเซเวโด ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายสิ่งมีชีวิต ผู้รับหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์อาวุโสฝ่ายอวัยวะเทียม กล่าวว่าแบบดีไซน์เหล่านี้มีองค์ประกอบที่โดดเด่นหลายอย่างเพื่อที่ว่าผู้ชมจะได้รู้ว่า พวกเขากำลังดูสิ่งมีชีวิตตัวเดียวกันในแต่ละซีน “เรากำหนดสีสันและลักษณะเด่นให้กับมัน เพื่อที่ว่ามันจะได้มีลักษณะบางอย่างติดตัวขณะที่เติบโตขึ้น ไปจนถึงตอนจบของเรื่องครับ”

อย่างไรก็ดี ครูโซเองก็เปลี่ยนแปลงไปขณะที่มันเติบโตขึ้นเช่นกัน “เจย์อยากให้มันตอนเป็นทารกมีสีอ่อนหน่อย แล้วสีจะค่อยๆ เข้มขึ้นเมื่อมันโตขึ้นครับ” อาเวเซโดตั้งข้อสังเกต “ตอนที่มันกลายเป็นวัยรุ่น ไขมันตอนเล็กๆ จะหดหายไป และตัวมันก็เริ่มยืดขยายขึ้น มันมีกล้ามเนื้อชัดเจนมากขึ้น พอเราสร้างครูโซที่เป็นผู้ใหญ่ ผิวหนังมันก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างงดงาม ด้านบนจะเข้มแล้วไล่ลงมาเป็นสีอ่อนตรงสะดือครับ”

อาเซเวโดและทีมงานที่เวตาได้เริ่มงานจากตรงนั้น ด้วยการปรับแต่ง ขัดเกลาแบบดีไซน์ตามคำสั่งของรัสเซล ในการแต่งเติมลักษณะของแมวน้ำและเพลซิโอซอร์ รวมทั้งรอยย่นและรายละเอียดต่างๆ เข้าไป เวตาได้สร้าง รูปปั้นดินเหนียวของครูโซขั้นตอนสุดท้ายขึ้นมา เมื่อได้รับการอนุมัติจากรัสเซล เวตาก็สร้างแบบครูโซจากยูรีเธน ซึ่งจะถูกใช้ในการกำหนดแบบลงสีสำหรับครูโซ ขึ้นมา

ในการนี้ อาเซเวโดได้กลับไปหาแรงบันดาลใจจากโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับรังสรรค์สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ตัวนี้ “เราได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่ครูโซใช้ชีวิตอยู่ตอนที่เราออกแบบสีสันให้กับมันครับ” อาเซเวโดกล่าว “น้ำในสก็อตแลนด์ค่อนข้างจะขุ่นมัว และมันก็มีสาหร่ายลอยล่องเต็มไปหมด ครูโซเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นมาหลายร้อยหลายพันปีแล้ว มันจะต้องพรางตัวเองได้ค่อนข้างดี ไม่อย่างนั้น มันคงจะถูกจับไปอยู่ซีเวิลด์แล้วล่ะครับ!”

เมื่ออาเซเวโดมีแบบดีไซน์แล้ว งานต่างๆ ก็ถูกส่งต่อไปให้กับเวตา ดิจิตอล ผู้สแกนภาพสิ่งมีชีวิตนี้ลงในคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างโมเดลคอมพิวเตอร์สองมิติ และจากตรงนั้น พวกเขาก็สร้างโครงร่าง โครงกล้ามเนื้อ และผิวหนังของครูโซขึ้นมา ผิวหนังของมันแสดงให้เห็นถึงความล้ำหน้าด้านเทคนิคของเวตา ดิจิตอล “เรามีเทคโนโลยีผิวแบบใหม่ที่เราคิดขึ้นสำหรับครูโซครับ” เล็ทเทอรีกล่าว “เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวของมันตอนที่มันผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นจากน้ำครับ”

เมื่อแบบดีไซน์ลงตัวแล้ว ความท้าทายต่อไปตกเป็นของอนิเมเตอร์ในการเนรมิตชีวิตให้กับสิ่งมีชีวิตตัวนี้ “สิ่งที่เราได้พูดคุยในตอนเริ่มแรกกับเจย์ ในแง่ของการกำหนดลักษณะนิสัยแบบสัตว์ให้กับครูโซ ก็ คือเราจะดูตัวอย่างจากสุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกสุนัข เพราะนั่นเป็นตอนที่ผู้ชมจะได้ทำความรู้จักกับครูโซจริงๆ” เล็ทเทอรีกล่าวอธิบาย “สุนัขเป็นสัตว์ที่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างมาก แม้ว่าพวกมันจะไม่ใช่มนุษย์ คุณก็สามารถอ่านอารมณ์มันได้ครับ”


The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

นอกเหนือจากนั้น ครูโซก็จะแสดงอารมณ์ออกมาในลักษณะคล้ายๆ กัน “ด้วยความที่ครูโซพูดไม่ได้ ความรู้สึกของมันจะแสดงออกทางแววตาครับ” อาเซเวโดกล่าว

อนิเมเตอร์เริ่มต้นงานของพวกเขาก่อนหน้าที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ในการทดสอบว่าครูโซจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร พวกเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแสดง ผู้ซึ่งระหว่างการถ่ายทำจะต้องโต้ตอบกับหุ่น (ซึ่งภายหลังจะถูกแทนที่ด้วยวิธีการทางดิจิตอล)


หรือความว่างเปล่า “เราทำการทดสอบนิดๆ หน่อยๆ ในทันที เพื่อให้ได้ความรู้สึกว่ามันขี้เล่นขนาดไหน มันจะรู้สึกโดดเดี่ยวแค่ไหน มันจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรกับแองกัส และผู้คนที่อยู่รอบตัวมัน เราใช ้ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นครับ”

ริชาร์ด เทย์เลอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์เวิร์คช็อปแห่งเวตา เวิร์คช็อป กล่าวว่า การให้หุ่นมีปฏิกิริยาตอบโต้นักแสดงและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ระหว่างการถ่ายทำเป็นเทคนิคที่ได้ผลดี และเป็นสูตรนำไปสู่ออสการ์ สำหรับเวตา “ในหนังที่เราเคยสร้างมา เราพบว่ายิ่งมีการสร้างตัวตนจริงๆ ขึ้นมาในกองถ่ายมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น มันใช้ได้ดีอย่างยิ่งกับการที่แอนดี เซอร์กิสรับบทเป็นกอลลัมและคอง สิ่งเหล่านี้ สามารถเพิ่มเติมเข้าไปในการแสดงได้มากจริงๆ ไม่ใช่สำหรับสิ่งมีชีวิตนั้นๆ แต่สำหรับนักแสดงที่แสดงประกบสิ่งมีชีวิตนั้นต่างหากล่ะครับ แผนกดิจิตอล เอฟเฟ็กต์จะสามารถทำงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดก็จริง แต่ถ้านักแสดงไม่ได้สะท้อนถึงอารมณ์ที่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตตัวนั้น คุณก็จะไม่มีอะไรเลยครับ วิธีนี้เป็นวิธีที่น่ารักที่จะให้นักแสดงได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษสุดและเป็นโอกาสให้เราได้เล่น ในอ่างอาบน้ำกับของเล่นยางครับ”

ในตอนที่เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ครูโซยังไม่ได้เกิดออกมาจากไข่ ไข่ ซึ่งพิเศษและโดดเด่นมากพอที่แองกัสจะมองเห็นมันและนำมันกลับบ้าน ก็ได้รับการออกแบบโดยเวตาเช่นกัน “ผมเล่นกับดีไซน์และรูปทรงหลายอย่างครับ” อาเซเวโดกล่าว “และอยู่มาคืนหนึ่ง ผมก็เกิดความคิดว่า ด้วยความที่เราอยู่ในนิวซีแลนด์ มันคงจะเจ๋งดีถ้าเราจะใช้เปลือกหอยเป๋าฮื้อ มันเป็นเปลือกหอยที่สวยมากๆ และให้ความรู้สึกเหมือนมีเวทมนตร์ จอห์น ฮาร์วีย์ หนึ่งในช่างเทคนิคของเรา ต้องดำน้ำบ่อยๆ และเขาก็พบชิ้นส่วนเปลือกหอยขนาดใหญ่ ซึ่งเจย์ก็เห็นด้วยว่าเพอร์เฟ็กต์

“ในการสร้างไข่ใบนี้ เราเริ่มต้นจากดินน้ำมัน แล้วเราก็ไปอยู่ที่ชายหาดเพื่อเก็บรวบรวมเศษเปลือกหอยและปะการัง เพื่อเอามาโปะบนมัน พอแบบเสร็จแล้ว เราก็จัดการหล่อแบบปูนเอาไว้ เสร็จแล้วเราก็กะเทาะ มันออกแล้วใส่เปลือกหอยเป๋าฮื้อเข้าไปด้านในครับ มันเป็นเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์ที่สามารถหยิบมาต่อใหม่ได้เรื่อยๆ ตามต้องการครับ”

เวตา ดิจิตอลยังมีหน้าที่ในการออกแบบและสร้างโลกใต้น้ำของครูโซด้วย เล็ทเทอรีกล่าวว่า “หลังจากวิดีโอพรีวิชวลไลเซชัน ซึ่งเราแสดงให้เจย์เห็นว่า ใต้ผิวน้ำจะมีลักษณะเป็นอย่างไร เราก็เริ่มสร้างหุบเขา พืช ปลา เรือใต้น้ำ และและสิ่งอื่นๆ ที่เราเห็นใต้นั้น สิ่งที่ท้าทายกว่าคือแสงใต้น้ำครับเพราะเจย์อยากจะถ่ายทอดคุณสมบัติมหัศจรรย์ของแสงที่ถูกหักเห ที่คุณเห็นใต้น้ำ เรายังอยากให้แองกัสดูน่าเชื่อ ว่าเขารู้สึกสบายๆ ตอนอยู่บนหลังครูโซตอนที่จำเป็น แต่ก็ต้องรู้สึกกลัวได้ตอนที่เขาจำเป็นต้องกลัวเหมือนกันครับ”

โลเกชันและการถ่ายทำ
ก่อนหน้าที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ทีมผู้สร้างตั้งใจไว้ว่า แม้ว่า “The Water Horse: Legend of the Deep” จะถ่ายทำที่นิวซีแลนด์เป็นส่วนใหญ่ จะต้องมีโลเกชันหนึ่งที่จะต้องถ่ายทำในสก็อตแลนด์ นั่นคือด้านนอกของบ้านที่แองกัสอาศัยอยู่กับแม่และพี่สาวของเขา ทีมงานได้ถ่ายทำที่บ้านอาร์ดคิงแลส ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีในชนบ

ท “เจย์เคยไปเยี่ยมชมบ้านหลังนี้มาแล้วและเขาก็ตกหลุมรักมัน ดังนั้นมันก็เลยเป็นสถานที่แรกที่ผมไปสำรวจครับ” โทนี เบอร์โรห์ ผู้ออกแบบงานสร้างกล่าว “ผมเคยไปสก็อตแลนด์มาหลายครั้งแล้ว แต่พอผมไปถึง อาร์ดคิงแลส ผมก็ได้มองมันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเพื่อใส่มันเข้าไปในบริบทของเรื่องครับ”

ระหว่างที่อยู่สก็อตแลนด์ เบอร์โรห์ได้หาเวลาเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับบริเวณที่จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับส่วนที่เหลือของภาพยนตร์ในขณะที่การถ่ายทำดำเนินไปในอีกซีกโลกหนึ่ง “ผมขับรถไปล็อคเนสเพื่อ เยี่ยมชมหมู่บ้านหนึ่งหรือสองแห่งเพื่อให้ได้ความรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เป็นยังไงในตอนนี้และค้นคว้าว่าชีวิตของคนสองรุ่นก่อนหน้านี้เป็นยังไงน่ะครับ” เขากล่าว


The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทรThe Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในนิวซีแลนด์เป็นส่วนใหญ่ ประเทศแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชุมชนภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถรองรับการถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ได้ แต่มันยังมีภูมิประเทศหลาก หลายที่เต็มไปด้วยโลเกชันในการถ่ายทำมากมาย ที่สำคัญ เวลลิงตันยังเป็นที่ตั้งของเวตา เวิร์คช็อปและเวตา ดิจิตอล สองบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยเอฟเฟ็กต์เรื่องนี้ ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง นิวซีแลนด์จึงกลายเป็นโลเกชันที่เหมาะสม

“ตอนที่ผมมาถึงนิวซีแลนด์ งานแรกของผมคือการ ‘ตามหาสก็อตแลนด์’ ครับ” เบอร์โรห์กล่าว “ผมได้ดูฟุตเตจภาพถ่ายทางอากาศและสถานที่ที่ทำให้ผมสนใจคือควีนส์ทาวน์ พอได้เดินทางไปที่นั่นด้วยเฮลิคอปเตอร์ ผมก็พบว่ามันน่าจะใช้ได้ พอผมได้เห็นเส้นทางเล็กๆ ที่ทอดยาวไปถึงข้างๆ ทะเลสาบ ผมก็รู้ว่าผมพบมันแล้ว ผมออกจากเฮลิคอปเตอร์แล้วผมก็ถูกล้อมรอบด้วยกอร์ส [พืชที่พบได้ทั่วไปในสก็อตแลนด์] ความคิดแรก ของผมก็คือ ‘ว้าว นี่แหละสก็อตแลนด์’ ครับ”

ในการถ่ายทำวันแรก ทีมงานและนักแสดงได้รวมตัวกันที่ขอบทะเลสาบเพื่อเข้าร่วมพิธีอำนวยพรแบบเมารี ผู้สูงอายุจากเผ่าเมารีได้ประกอบพิธีกรรมและมอบก้อนหินสีเขียว ซึ่งจะปัดเป่าเคราะห์ร้ายให้ผู้สวมใส่ แก่ผู้กำกับเจย์ รัสเซลและเหล่านักแสดงซึ่งได้แก่เอมิลี วัตสัน, อเล็กซ์ เอเทล, เบน แชปลินและเดวิด มอร์ริสซีย์

การถ่ายทำสามสัปดาห์แรกดำเนินไปในอีกฝั่งของทะเลสาบในควีนส์ทาวน์และต้องมีการขนส่งทีมงานและนักแสดงกว่า 200 คนไปยังกองถ่ายทางเรือ ฤดูหนาวเพิ่งจะมาเยือนควีนส์ทาวน์และภูเขาก็เริ่มถูกแต่งแต้ม ด้วยหิมะแรก ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ทะเลสาบสงบนิ่งเกือบตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาดในรอบปี การเดินทางข้ามทะเลสาบทำให้ได้เก็บภาพภูมิทัศน์รอบด้านที่น่าทึ่งในช่วงกลางวันและท้องฟ้าที่ เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับในยามค่ำคืน

หลังจากที่เสร็จสิ้นจากการทำงานในควีนส์ทาวน์ ทีมงานก็ถอนสมอแล้วบินไปทำงานต่อที่สโตน สตรีท สตูดิโอส์ในเวลลิงตัน การทำงานที่นั้นโดยส่วนใหญ่เป็นงานบนสเตจที่ใช้ฉากอันเหลือเชื่อที่ออกแบบโดยโทนี เบอร์โรห์ ผู้ออกแบบงานสร้าง ที่น่าประทับใจที่สุดคือการที่ทีมงานได้สร้างแทงค์ถ่ายทำเอาท์ดอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแทงค์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจุน้ำได้กว่า 4.2 ล้านลิตร “มันมีความลึกแปดฟุต และมีปริมาตรสามในสี่ของสนามฟุตบอลครับ” ออสบอร์นอธิบาย ด้วยขนาดประมาณ 70x100 เมตร ด้านทั้งสามของแทงค์นี้ถูกห้อมล้อมด้วยบลูสกรีน


การออกแบบงานสร้าง
สำหรับโทนี เบอร์โรห์ ผู้ออกแบบงานสร้าง ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับผู้กำกับเจย์ รัสเซลมาแล้วใน “Tuck Everlasting” และ “Ladder 49” “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการถ่ายทอดความจริงที่ว่า เราอยู่ในสก็อตแลนด์ปี 1942 ครับ” เขากล่าว “เราต้องสร้างสก็อตแลนด์ของเราขึ้นมาในนิวซีแลนด์ มันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่โลกที่เราสร้างขึ้นจะต้องสมจริงเพื่อที่ว่าสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ จะออกมาสมจริงด้วยเช่นกัน”


The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

“ผมกับเจย์ร่วมงานกันมานานพอที่ผมจะรู้ว่า ถ้าผมให้ฉากที่สวยๆ กับเขา เขาก็จะใช้มันแน่ๆ” เบอร์โรห์กล่าว “เจย์ชอบการสร้างบรรยากาศ การใช้คุณสมบัติมหัศจรรย์ที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาได้ในหนัง เขา ชอบการบอกเล่าเรื่องราวด้วยภาพและบทพูด และมันก็เป็นหน้าที่ของผมในการช่วยเขาสร้างภาพเหล่านั้นขึ้นมาครับ”

ขณะที่เขากำลังสร้างภาพภายในของคิลลิน ลอดจ์ขึ้นบนซาวน์ดสเตจ ซึ่งห่างจากสก็อตแลนด์นับพันๆ ไมล์ เบอร์โรห์ก็มีอิสระสมบูรณ์ในการออกแบบ “ผมเริ่มมองข้อมูลอ้างอิงจากหลากหลายที่ เช่นคฤหาสน์ในชนบท ของอังกฤษหรือกระท่อมล่าสัตว์ขนาดใหญ่ในสก็อต” เขากล่าว “ท้ายที่สุด เราก็สร้างบ้านลูกผสมขึ้นจากภาพที่แตกต่างกันทั้งหลายเหล่านั้น ผมหยิบเตาผิงที่วิเศษสุดที่ผมได้เห็นในบ้านหลังหนึ่ง บันไดสวยๆ และรายละเอียดประตูที่น่าสนใจมาใช้ ผมอยากให้บ้านหลังนี้ดูมีประวัติศาสตร์บางอย่าง แต่ผมก็ต้องทำให้ด้านในดูสอดคล้องกับด้านนอกด้วย ผมรู้ว่าบ้านที่เรามีอยู่ไม่ได้เก่าขนาดนั้น ผมก็เลยสร้างบ้าน ทรงวิคตอเรียนที่ย้อนกลับไปสู่สมัยเอลิซาเบเธียนและจาค็อบเบียน เพิ่มเติมงานหินแบบยุคกลางเข้าไปอีกหน่อย นั่นเป็นสิ่งที่สถาปนิกสมัยวิคตอเรียนทำกันครับ พวกเขาขโมยสิ่งละอันพันละน้อยจากยุคสมัยต่างๆ แล้วเพิ่มเติมตกแต่งรายละเอียดต่างๆ เข้าไปแบบโอเวอร์ครับ

“รายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผมครับ” เบอร์โรห์กล่าวต่อ “ด้วยความที่เราติดตามสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ถูกสุนัขไล่ตาม และมีความยาวแค่ 6-8 นิ้ว ไปรอบบ้าน กล้องจะต้องต่ำมากๆ เราจะเห็นรายละเอียดของพื้น พวกปาร์เก พื้นหินและพื้นห้องครัว พื้นผิวและเนื้อไม้ที่แตกต่างกันเป็นสิ่งสำคัญครับ”

รายละเอียดอีกอย่างหนึ่งที่เบอร์โรห์พบว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ แม้ว่าจะมีคอหนังน้อยคนนักที่จะเห็น คือการสร้างตราประจำตระกูล “ผมสร้างตราประจำตระกูลขึ้นมาเพราะผมอยากให้บ้านมีประวัติศาสตร์ซักหน่อยครับ” เขากล่าว “เราไม่รู้จักครอบครัวนี้เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในหนัง แต่อิทธิพลของพวกเขาก็ยังคงอยู่ ด้วยความที่บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบและทะเลสาบก็ไหลออกไปสู่ทะเล ทะเลก็เลยอยู่ในคติ และมี สิ่งมีชีวิตในทะเลอยู่ในตราประจำตระกูลด้วย ความคิดของผมก็คือบ้านหลังนี้น่าจะมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตลึกลับในท้องทะเล มันเป็นโอกาสทองที่จะใช้ภาพม้าทะเลสาบเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับ”

ห้องเวิร์คช็อปก็เป็นฉากที่สำคัญเช่นกัน “มันเป็นโลกลับๆ ของแองกัสครับ” เบอร์โรห์กล่าว “มันเป็นเวิร์คช็อปของพ่อเขา แองกัสมีภาพของพ่อ แผนที่และปฏิทินติดไว้ที่ผนัง มันเป็นที่พักพิงของเขา เป็น โลกส่วนตัวที่เขาใช้หลบหนีความเป็นจริงครับ”


The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทรThe Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

การถ่ายทำ
สำหรับโอลิเวอร์ สเตเปิลตัน ผู้กำกับภาพมือเก๋า เสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของเรื่องคือโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับเวตา ดิจิตอล “มันเป็นความแตกต่างจากงานที่ผมเคยทำมาก่อน ในแง่ที่ว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับ CGI และซีเควนซ์เทคนิคมากมายครับ” เขากล่าว “ด้วยการสร้างภาพดิจิตอล คุณมีทางเลือกมากกว่าแต่ก่อน แต่ถ้าคุณไม่ระวังล่ะก็ อิสระก็จะหมายถึงการขาดวินัย คุณอาจจะคิดว่า ‘ฉันถ่ายทำยังไงก็ได้ เดี๋ยวค่อย มาแก้ทีหลังก็ได้’ ยิ่งผมรู้จักการสร้างภาพดิจิตอลมากเท่าไหร่ ผมก็คิดว่ามันเป็นจริงน้อยเท่านั้น ผมคิดว่าการรักษาองค์ประกอบให้ถูกต้องก็ยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ”

ในตอนแรก รัสเซลและสเตเปิลตันตกลงกันเรื่องลุคของภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้ “ในหลายแง่มุม สไตล์ของเราค่อนข้างจะเป็นไปตามแบบฉบับครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “มันมีอะไรบางอย่างแรงกล้าในแง่ของเรื่อง ราวในหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้การถ่ายทำแบบคลาสสิกเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างเรื่องราวสองชั่วโมงที่น่าตื่นตาตื่นใจและเต็มไปด้วยแอ็กชันอยู่แล้วครับ


The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทรThe Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

เครื่องแต่งกาย
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องราวนี้คือคุณต้องเชื่อในม้าทะเลสาบครับ” จอห์น บลูมฟิลด์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายกล่าวอธิบาย “ในการสร้างความรู้สึกแบบนั้น คุณต้องทำให้แบ็คกราวด์แน่นหนา ซึ่งนั่น ก็รวมถึงเครื่องแต่งกายด้วย ทุกสิ่งที่เราสร้างต้องสมจริงจนคุณไม่สงสัยเลยแม้ซักวินาทีเดียวว่านี่เป็นโลกจริงๆ”

“เรื่องราวในปี 1942 ได้รับการบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดครับ” บลูมฟิลด์กล่าวต่อ “จริงๆ แล้ว มันเป็นปีที่ผมเกิด ผมก็เลยรู้จักมันดี หนังเรื่องนี้มีเรื่องราวเกิดในสก็อตแลนด์ มันก็เลยไม่ใช่ยุคที่มีสีสันฉูดฉาดนัก มันเป็นยุคสมัยของเสื้อผ้าแบบใช้งานได้จริง ไม่มีใครใช้เงินซื้อเสื้อผ้า ผมก็เลยไม่ได้ดูภาพวาดแฟชันจากปี 1942 ผมมองหาสิ่งต่างๆ ที่น่าจะซื้อหาได้ในปี 1935 มันเป็นแค่เรื่องของการรักษาลุคเรียบ ง่ายและราบเรียบนั้นน่ะครับ

“พอผมไปถึงนิวซีแลนด์ ผมก็พบแหล่งเนื้อผ้าที่ยอดเยี่ยม” บลูมฟิลด์กล่าวต่อ “สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการถักนิตติง ผมมีนักถักนิตติงฝีมือเยี่ยมหลายคนที่นี่ และแน่นอนว่าคุณภาพของขนสัตว์นิวซีแลนด์น่ะเหลือเชื่อเลย มันช่วยทำให้เสื้อผ้าดูสมจริง อย่างเช่นน้ำหนักของเนื้อผ้าที่คุณเห็นในเสื้อผ้าที่เราไม่ได้สวมใส่ในปัจจุบันนี้น่ะครับ”

บลูมฟิลด์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าอเล็กซ์ เอเทลจะมีความเป็นผู้ใหญ่ยังไง เขาก็ยังเป็นเด็กสมัยใหม่ “สิ่งที่ยากเกี่ยวกับเด็กผู้ชาย ซึ่งอเล็กซ์เยี่ยมทีเดียว คือการเกลี้ยกล่อมเขาว่าเสื้อผ้าพวกนี้ไม่ได้ตลกครับ” บลูมฟิลด์กล่าว พลางอธิบายว่าเอเทลเปิดกว้างต่อเครื่องแต่งกายของตัวละครของเขาเมื่อเขาเห็นว่ามันเข้ากับยุคสมัยนั้น “เขาดึงกางเกงขึ้นมาถึงเอวอย่างเหมาะสม สวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง และรองเท้าบู๊ทกับถุงเท้าขนสัตว์คู่ใหญ่ ผมโชว์ภาพเสื้อผ้าจริงๆ ให้เขาดูแล้วก็เล่าให้เขาฟังถึงสิ่งต่างๆ ที่ผมจำได้ถึงการที่ได้สวมขนสัตว์แนบกับผิวหนังคุณ เขาเข้าถึงมันจริงๆ ครับ ซีนบนชายหาดเผยเกี่ยวกับตัวละครของเขามากมาย เขายืน อยู่ตรงนั้นโดยสวมเสื้อผ้าครบทุกชิ้น ทั้งกางเกงขาสั้น สเว็ตเตอร์ ถุงเท้าและรองเท้าบู๊ท ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ บนชายหาดเล่นกันในชุดว่ายน้ำ มันแสดงให้เห็นว่าแองกัสโดดเดี่ยวแค่ไหนครับ”


The Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทรThe Water Horse: Legend of the Deep  อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร

ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งของบลูมฟิลด์คือการจัดหาชุดให้กับกองทัพที่เข้ามายังคิลลิน ลอดจ์ “กองทัพปฏิบัติตามกฎของกองทัพ และเราก็ต้องจำลองสิ่งที่เราเห็นในภาพถ่ายและข่าวทั้งหมดครับ ผมทำอย่างดีที่สุด แต่นี่เหมือนกับระเบิดเลยครับ คุณสามารถอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าเกี่ยวกับกฎกองทัพ แต่ไม่มีวันทำได้อย่างถูกต้องหรอก ทุกคนมีความเห็นต่างกันออกไป มีรูปถ่ายเยอะแยะก็จริง แต่รูปถ่ายก็ลวงตาบ่อยครั้ง ในตอนที่จะถูกถ่ายรูป คนก็จะสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด แบบที่พวกเขาจะไม่สวมใส่จริงๆ เวลาออกรบ มันเป็นเรื่องยากเสมอที่จะดึงเอาชีวิตทหารจริงๆ ออกมาเพื่อให้ได้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงล้วนๆ น่ะครับ”

“ความสมจริงเป็นคำที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอในตอนที่คุณสร้างหนังพีเรียด” รัสเซลกล่าว “ผมอยากจะทำให้แน่ใจว่า ไม่เพียงแต่ทหารจะดูเหมือนทหาร แต่ยังปฏิบัติตัวเหมือนทหารอีกด้วย หนทางเดียวที่คุณ จะทำอย่างนั้นได้คือการให้คนมาฝึกกองทัพครับ เราโชคดีที่ได้ทหารในกองทัพนิวซีแลนด์ที่ชื่อเดวิด สตรองเข้ามาช่วยเรา ผมแน่ใจว่าตัวประกอบมากมายเหล่านี้ไม่รู้เลยว่าพวกเขาต้องเจอกับอะไรตอนที่พวกเขาบอกว่าอยากจะเป็นตัวประกอบในหนัง พวกเขาไม่รู้หรอกว่าพวกเขาจะต้องเข้าร่วมกองทัพจริงๆ แต่เดวิดก็ให้พวกเขาเดินแถว ฝึกฝน ทำความเคารพและยิงปืนใหญ่ด้วยครับ”