Review Quantum of Solace…..พยัคฆ์ร้าย ทวงแค้นระห่ำโลก
โดย :BlueMountain

Rating :

คำจำกัดความ
  ดีกว่าที่คาดหวังไว้

        



Quantum of Solace…..
Genres:Action/Adventure, Thriller, Adaptation and Sequel
Running Time:1 hr. 45 min.
Release Date:November 14th, 2008 (wide)
MPAA Rating:PG-13 for intense sequences of violence and action, and some sexual content.
Distributors:Sony Pictures Releasing
U.S. Box Office:
Starring:Daniel Craig, Judi Dench, Giancarlo Giannini, Jesper Christensen, Mathieu Amalric
Directed by:Marc Forster




5.30 นั่งปั่นงานอย่างเร่ง เพราะวันนี้มีนัดต้องไปดู 007 สักหน่อย เบื่อจริงงานเข้าตอนเย็น [Y^Y]” ดูนาฬิกาอีกครั้ง 6.00 เอาละหว่าปั่นสุดชีวิตแล้วรีบดีดตัวออกจากออฟฟิส มาถึงพารากอนราวๆ 6.45 งานนี้คนมากหน้าหลายตา เพราะเป็นอีกโปรแกรมใหญ่ของปี และ ของค่ายโซนี หลังจากไปลงทะเบียน และ ต่วมเตียมอยู่แถวๆ หน้างานถ่ายรูปเก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆ พอดีเห็นมุมดีๆ จะไปถ่ายรูปก็เจอพนักงานบอกให้เฉดหัวล้านๆ ออกไปเพราะคนเข้าเขตนี้ได้ ต้องมีบัตรสื่อแขวน [- -”] เอ....ว่าพลิกแฟ้มเอกสารแล้วมันอยู่ไหนฟ่ะ หาไปหามาคนอื่นก็ไม่เห็นมีนี่หว่า ปลอมใจตัวเองไม่ถ่ายก็ได้ฟ่ะ แล้วเลยเดินไปแถวหน้าโรงหามุม 007 แปลกๆ ถ่ายรูปก็เลยไปเจอซุ้มของน้ำดำยี่ห้อหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก เออ...ก็สวยดีถ่ายเก็บไว้ก่อน แล้วก็ไปเจอป้ายที่บอกประวัติของเจมส์ บอนด์เลยเก็บอีกรูป ก่อนเข้าสู่โรงภาพยนต์เพื่อรอชม พี่เคร็ก

ขณะนั่งรออยู่ในโรงได้แต่นั่งนึกไปเรื่อยๆ ชอบตอนที่ดูภาพยนต์ เรื่องหนึ่งที่ทางค่ายแจ้งเมลล์มาว่าหนังเลื่อนเวลาเข้าฉายเป็น 19.30 ปกติเราก็จะเป็นพวกไปก่อนจึงไม่ซีเรียสอะไร เพราะ 19.30 เขาเปิดเราก็เข้าไป แต่งานนี้เหมือนค่ายหักหลังกันเล็กๆ เพราะเข้าไปแล้วหนังฉายหนังตัวอย่างแค่ 2 เรื่อง แล้วฉายเลยงานนี้หลายคนที่เออระเหยลอยชายกันมาแบบเรื่อยๆมาเรียงๆ ก็ไม่ได้ดูครึ่งชั่วโมงแรก งานนี้รู้สึกสะใจอย่างไรไม่ทราบ ไม่มีอะไรครับแค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ครับ {^@^}

งานนี้โซนี่ก็ฉายหนังในเครือที่เหลือของปีรวมไปถึงไฮไลต์ของช่วงไตรมาสแรกและสองของปีหน้าไปเลย ที่เหลือของปีนี้ฝากดิสนีย์ได้แก่ เบเวอร์รี่ฮิล ชิวาวา และ หนังใหม่ของอดัม แซนเลอร์ ส่วนฝั่งโซนีก็เหลือภาพยนต์ที่ดัดแปลงมาจาก [REC] ภาพยนต์สเปนที่รีเมคสัญชาติเป็นฮอลลีวูดไปแล้วจะมาปิดท้ายปี ก่อนที่จะส่งไม้ปีหน้าให้แก่ วิล สมิท ในเดือนกุมภา ตามมาด้วยวรรณกรรมอื้อฉาว(ทางศาสนา) แต่ที่ระดับยอดขายแบบเบสท์ เซลเลอร์ 15 พฤษภาคม และ คนเหล็ก 4 (ที่ยังไม่กำหนดการฉาย)



เปิดเรื่องด้วยกราฟิดแอนนิเมชั่น (ในความคิดผมว่าเป็นงานไตเติ้ลที่น่าสนใจ และ สวยมากที่เดียว หลังจากที่เคยประทับใจครั้งล่าสุดกับ The Kingdom)งานนี้หนังเปิดตัวมา 5 นาทีแรกก็ใส่ฉากแอ็คชั่นแบบไม่ยั้งจังหวะให้หายใจกันบ้างเพราะชั่วโมงแรกนั้นหนังเล่นจังหวะเดินเรื่องอย่างรวดเร็ว และ สอดแทรกแอ็คชั่นแทบจะทุก 15 นาทีที่เนื้อเรื่องเอื้ออำนวย สำหรับผู้ที่สงสัยว่าถ้าไม่ดูภาคที่แล้ว (คาสิโน โรยัล) จะมีปัญหากับ ความเข้าใจในเนื่อเรื่อง และ ตัวละครบ้าง หรือ ไม่ ก็คงตอบว่าไม่มีผลเท่าไรมากนัก เพราะตัวละครที่มาจากภาคที่แล้ว นั้นเห็นมีเพียงแค่คนเดียว และ ในภาคนี้ถ้าจะนับแล้วน่าจะมาเป็นเหมือนบทรับเชิญมากกว่า เพราะว่าถ้าไม่มีในภาคนี้ก็ไม่มีผลเท่าไร่มากนักถ้าจะตัดออกจริงๆ งานนี้พี่เคร็ก หน้าเดียวของเราก็ยังคงหน้าเดียวได้อย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และภาคนี้นั้้นไม่ฉากทำร้ายจิตใจสุภาพบุรุษเหมือนภาคที่แล้วแน่นอน เพราะงานนี้ลงไปที่เน้นแอ็กชั่น (เรามาดู 007 หนังสายลับ ที่คงไม่หวังชิงออสการ์ดารานำชาย หรือ ภาพยนต์ยอดเยี่ยม จากภาพยนต์เรื่องนี้อยู่แล้ว) โดยที่ชั่วโมงหลังจะเริ่มเพิ่มรายละเอียด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื่อหา พร้อมกับความลึกของตัวละครบางตัวให้มากขึ้น พร้อมกับเริิ่มโหมโรงขมวดปมเข้าสู่บทส่งท้ายแบบไม่ยั้งกับฉากแอ็คชั่นในช่วง 15 นาทีสุดท้าย พร้อมกับบทจบของภาคนี้อย่างสมบรูณ์ (ถ้าในภาคต่อไปพี่เคร็กหน้าเดียวของเรา จะต่อยอดสู้กับองค์กรควอตั้มก็ได้ไม่มีปัญหา หรือ จะต่อสู้กับอาชญากรคนใหม่ เหมือน บอนด์ตอนก่อนๆ หน้านี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเช่นกัน เพราะ อย่าลืมว่าสำหรับภาคนี้แล้วเนื้อเรื่องต่อเนื่องกับภาคที่แล้ว ในช่วงเวลาที่ไม่เกินหนึ่งวัน ในขณะที่บอนด์ตอนก่อนๆ หน้านี้นั้น จะมีอาชญกรตัวร้ายใหม่ทุกภาคไม่ต่อเนื่องกัน ซึ่งต้องยอมรับว่า สำหรับการเขียนบทสรุปจบในภาคนี้ )

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของหนัง 007 มาตลอดนั้นก็คือเพลงประกอบนอกเหนือจากเพลงธีม ในภาคนี้ได้ เจ้าหญิง(ตัวจริง)ของวงการอาร์แอนด์บี อย่าง อลิเซีย คีย์ มาร่วมบรรเลงเปียโน และ ร้องคู่กับ แจ็ค ไวท์ ร็อกเกอร์ชื่อดัง น่าจะเป็นครั้งแรกที่เป็นการร้องคู่สำหรับหนังบอนด์ โดยความคิดส่วนตัวแล้วนั้นค่อนข้างเสียดายกับน้ำเสียงของอลิเซีย คีย์ที่น่าจะสามารถโชว์พลังได้มากกว่านี้ หากเป็นแนวที่เธอคุ้นเคย เพราะเมื่อปรับมาเป็นการาจร็อค ในแบบที่แจ็คถนัด(และแจ็คเป็นคนโปรดิวซ์เพลงนี้เอง) จึงทำให้เหมือนเป็นงานของแจ็คที่เพียงเปลี่ยนคู่ของนักร้องนำแค่นั้น แต่ก็ไม่น่าแปลกนัก เพราะตั้งแต่การกลับมาของสายลับ เจมส์ บอนด์ รุ่นใหม่นั้นก็เป็นร็อคในแนวใกล้เคียงแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Goldeneye(ทีน่า เทอร์เนอร์) / Tomorrow Never Dies (เขอร์รีล โคลว์) / The World Is Not Enough (การ์เบจ) / Die Another Day (มาดอนน่า) You Know My Name (คริส คอร์เนล)

22.45 กลับเข้าสู่โลกของความเป็นจริง โดยภาพรวมของทั้งเรื่องแล้วโอเค สำหรับผม(ต้องสารภาพก่อนว่าผมไม่ใช่แฟนตัวกลั่นของหนังเจมส์ บอนด์ ภาคก่อนหน้านี้นั้นไม่มีภาคไหนที่จะนั่งดูจนจบ ได้แบบสมบูรณ์ แต่สำหรับภาคนี้เป็นการมาดูในโรงภาพยนต์ ซึ่งอาจจะได้อารมณ์ร่วม และเสียงประกอบมาเร้าประสาทสัมผัส ให้อารมณ์รู้สึกร่วมไปกับตัวภาพยนต์ แนะนำให้ดูที่โรงระบบดิจิตอล ที่จะเก็บรายละเอียดของเสียงได้ละเอียด ลึก และชัดเจน) ส่วนเนื้อหาของเรื่องนั้นก็เหมือนกับการพัฒนาเป็นไปตามกระแสของโลกที่เปลี่ยนไปหลังจากการล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ เพราะหลายอย่างดูแล้วนึถถึงเหตุการณ์ที่ไม่ใกล้ ไม่ไกล กับประโยคเด็ด ที่น่าจะได้ยินบ่อยในเรื่องนี้ คือ “เราสามารถวางใจใครได้” รวมถึงปัญหาของความฉ้อฉลของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนกับธรรมชาติของความไม่เคยพอ เพียงแต่ในชีวิตจริงนั้น เราไม่มี เจมส์ บอนด์ ตัวจริงเท่านั้นเอง

ขอขอบคุณ