Review Star Trek สตาร์ เทรค
โดย :BlueMountain

Rating :

คำจำกัดความ
  หนึ่งในภาพยนต์ที่ดีเกิดคาด และ ไม่อยากให้คุณพลาด





Star Trek สตาร์ เทรค
Genres:Action/Adventure, Science Fiction/Fantasy, Adaptation and Sequel
Running Time:2 hr. 7 min.
Release Date:May 8th, 2009 (wide)
MPAA Rating:PG-13 for sci-fi action and violence and brief sexual content.
Distributors:Paramount Pictures
U.S. Box Office:
Starring: Leonard Nimoy, Zachary Quinto, Chris Pine, Simon Pegg, John Cho
Directed by:J.J. Abrams




จากภาพยนต์ที่มีทั้งในส่วนของภาคต่อสำหรับโรงภาพยนต์ และ ซีรีย์ในโทรทัศน์ ทีมีทั้งในช่วงที่สูงสุด และ ต่ำสุดรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนของทีมนักแสดงที่ผลัดกันมาทดแทนรุ่นเก่า โดยส่วนตัวผมรู้จักภาพยนต์ เรื่อง Star Trek ครั้งแรกเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วในสมัยเรียนกับ Star Trek | First Contact ส่วนภาคต่อๆมานั้นไม่มีโอกาศได้ชมในโรงภาพยนต์ แต่ได้มาติดตามในภายหลังในรูปแบบของดีวีดี และก็ทำให้ผมชอบในภาพยนต์เรื่องนี้และ ติดตามต่อมา



โดย Star Trek สตาร์ เทรค ในภาคนี้ได้ย้อนไปในยุคของกัปตัน เคิร์ก ที่บอกเล่าผ่านประวัติกันตั้งแต่แรกเกิดกันทีเดียว จวบจนกระทั่งเติบโตมาและได้เป็นลูกยาน ซึ่งมาพร้อมกับความสัมพันธ์ และการเติบโตเรียนรู้ซึ่งกันและกันของกัปตัน เคิร์ก และ เพื่อนพ้องของเขาไม่ว่าจะเป็น ซูลู สก็อตตี้ โบนส์ โดยเฉพาะ สป็อค ซึ่งเราจะได้รับทราบว่าความสัมพันธ์ของทั้งนั้นเริ่มต้นด้วยการขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของเรื่องนี้ คือ นีโร

โดยทีมนักแสดงเรื่องนี้นั้นแน่นอนว่ายกทีมใหม่กันครบเซ้ตเลยทีเดียวที่โดดเด่นและอาจจะคุ้นตากันบ้างก็คงจะเป็น แซ็คคารี่ ควินโต รับบทสป็อค ที่ค้นตากันมาจาก ซีรีย์เรื่อง “Heroes” คริส ไพน์ รับบท เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์กจาก Just My Luck / Smokin’ Aces โดยเฉพาะ คาร์ล เออร์แบน รับบทดร.เลนนาร์ด “โบนส์” แม็คคอย ที่น่าจะเป็นทีมลูกเรือยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์ ที่คนไทยน่าจะคุ้นหน้ามากที่สุดเพราะมีงานที่ผานมาให้เราได้ชมกันมากที่สุดแต่ที่คุ้นหน้าตาที่สุดคงเป็น The Lord of the Rings และ The Bourne Supremacy ในขณะที่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้เป็นที่จับตามองของบรรดาสื่อมวลชนก็คือ การเข้ามาคุมการกำกับงานของ เจเจ อับรามส์ แม้ว่าจะเป็นงานกำกับในลำดับที่สองของเขา แต่ผลงานที่ผ่านมาทั้งในเรื่องของการกำกับ ร่วมสร้าง หรือ อำนวยการสร้างไม่ว่าจะเป็น Mission: Impossible III / Cloverfield / Felicity / Alias หรือ ซีรีย์สุดฮิตอย่าง Lost คงรับประกันได้ถึงความน่าสนใจของการดำเนินเรื่อง แนวคิด หรือ การนำเสนอได้เป็นอย่างดี









ในส่วนตัวของภาพยนต์นั้นเดินเรื่องอย่างฉับไวตั้งแต่เปิดเรื่องมาเลยทีเดียวซึ่งถึงแม้เป็นช่วงเกริ่นนำก็ตามแต่ก็สามารถที่จะนำเสนอได้อย่างน่าติดตามทีเดียว โดยมีบางช่วงผ่อนจังหวะให้ดำเนินเรื่องอย่างไม่รวดเร็วนัก แต่ก็จะเป็นการแสดงอารมณ์ และ การเฉือดเฉือนบทคำพูดระหว่างสป็อค และ เคิร์ก ตั้งแต่ศาลไต่สวนของสถานศึกษา จนถึง การได้พบหน้ากันของสป็อคจากอนาคต แต่ในขณะที่บางครั้งก็ขาดมิติ และ ถูมิหลังของตัวละครเช่นกัน อย่าง สป็อค มีการปูพื้นถึงปัญหาของเขาตั้งแต่วัยเด็กว่าเป็นอย่างไร และ แก้ไขหรือ จัดการกับปัญหาอย่างไร ใครเป็นคนชี้ทางแนะนำแกเขา ในขณะที่ในด้านของ เคิร์ก เราจะรับรู้เพียงแค่ว่าเขาเติบโตมาบนโลกและเป็นเหมือนขบฏของสังคมที่เป็นคนขวางโลก เพียงเท่านี้

ในขณะที่จุดเด่นของภาพยนต์อีกอย่างแน่นอนได้แก่การถ่ายภาพและคอมพิวเตอร์กราฟิกทีทำให้หลายฉากนั้นสมบรูณ์ขึ้นมาอย่างมาก เมื่อบวกกับการบันทึกเสียงที่ดี ทำให้ภาพยนต์เรื่องนี้เหมาะแก่การชมในโรงภาพยนต์ดิจิตอลที่ให้ภาพ และ เสียงแบบสมบรูณ์แบบและเพิ่มอรรถรสได้อย่างสูงเลยทีเดียว

ขอขอบคุณ