Review Harry Potter and the Half-Blood Prince
โดย :BlueMountain

Rating :

คำจำกัดความ
  ถึงคุณไม่ใช่สาวกของพ่อมดน้อย ก็ดูได้อย่างสนุกพอควร



Harry Potter and the Half-Blood Prince
Genres:Action/Adventure, Science Fiction/Fantasy, Adaptation and Sequel
Running Time:
Release Date:July 15th, 2009 (wide)
MPAA Rating:PG for scary images, some violence, language and mild sensuality.
Distributors:Warner Bros. Pictures Distribution
U.S. Box Office:
Starring:Daniel Radcliffe, Emma Watson, Rupert Grint, Tom Felton, Helena Bonham Carter
Directed by:David Yates




หลังจากที่เลื่อนฉายมาจากปีที่แล้วเนื่องด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม ณใวันนี้ Harry Potter and the Half-Blood Prince หรือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ เจ้าชายเลือดผสม ก็พร้อมแล้วสำหรับการเปิดตัวในช่วงซัมเมอร์ของปีนี้ แน่นอนว่าต้องอยู่ในสายของภาพยนต์ที่เป็นตัวเต็งว่าจะกวาดรายได้จากบรรดาสาวกของพ่อมดน้อยไปอย่างไม่น้อยหน้าเรื่องอื่น (และสถิติภาคก่อน) แน่นอน

สำหรับภาคนี้แน่นอนว่าสำหรับใครที่เป็นแฟนพ่อมดน้อยคงจะทราบกันดีว่า เนื้อหาของหนังสือนั้นมีความยาวมากหากนำมาเสนอขึ้นจอนั้นคงทำได้ยาก และ จากภาคที่ผ่านมานั้นคงทำให้เข้าใจถึงการปรับแปลงบทได้เป็นอย่างดี และสำหรับ Harry Potter and the Half-Blood Prince นั้นส่วนตัวคิดว่าการดัดแปลงบทประพันธ์ของภาคนี้นั้นทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับการนำประเด็นหลักของเรื่องที่ต้องการนำเสนอตรงกับเนื้อหาหลักของเรื่อง แต่ ประเด็นรองของเรื่องที่นำเสนอนั้นอาจจะไม่ขัดเจนแต่ก็ถือการดัดแปลงบทนั้น ดีกว่าหนังระดับเดียวกันของปีนี้อย่าง Angel & Demon อย่างเนื้อหาสำหรับการเปิดตัวต้นเรื่องนั้น จากในหนังสือที่มีเพียงวลีไม่กี่ประโยคถูกขยับขยายมาเป็นภาพยนต์ที่แสดงให้เห็นหลายละเอียดของภาพที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการถ่ายภาพ และ เทคนิคคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ เพื่อบ่งบอกถึงความมืดหม่นและหายนะที่แผ่ขยายจากโลกของพ่อมด มาสู่โลกของมักเกิ้ล

กับเนื้อหาของภาคนี้นั้น คือ การไขปริศนาของฮอร์คันซ์ รวมไปถึงเปิดเผยถึงวัยเด็กของโวเดอร์มอล รวมไปถึงการเปิดตัวละครหลักอีกตัวคือ ซลักฮอร์น โดยมีประเด็นรองของเรื่อง รักสามเศร้าทั้งในส่วนของแฮรรี่ และ คู่ของรอนกับเฮอร์ไมโอนนำมาเสนอ โดยคู่ไปกับการเดินสู่ด้านมือของมัลฟอย ซึ่งในสองประเด็นหลังนั้นมีการปรับบทให้ต่างไปจากบทประพันธ์เดิมอยู่เลยทีเดียว แต่ต่างกันตรงที่ในส่วนของเรื่องความรักนั้นการปรับดูจะเรียบและไปด้วยดี ขระที่เรื่องของมัลฟอลย์นั้นดูไม่ค่อยชัดเจนถึงแรงกดดัน และ ที่มาที่ไปสักเท่าไหร่ รวมไปถึงการปรากฏตัวของตัวละครนั้นก็ไม่ได้มากันเป็นแบบครบถ้วนอย่างใครที่ชอบฝาแฝดพี่น้องวิลลีย์นั้นก็จะมีบทปรากฏช่วงต้นๆ เพียงไม่กี่นาที ขณะที่ภาคนี้เราจะไม่ได้เห็นหน้าของ โวลเดอมอร์ แต่จะเห็นเป็นภาพคอมพิวเตอร์กราฟิค และ ตัวแสดงในภาควัยเยาว์ และวัยรุ่นของเขาแทน



ที่เราจะได้เห็นอย่างชัดเจนก็ คือ ทั้งสามนักแสดงนำของเรื่องนั้น แดเนียล แรดคลิฟฟ์, รูเพิร์ท กรินท์ และเอ็มม่า วัตสัน นั้นโตจนเกินวัยกว่าในหนังสือไปมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แดเนียล แรดคลิฟฟ์ และ รูเพิร์ท กรินท์ ในขณะที่ บอนนี่ ไรท์ แสดงเป็น จินนี่ วิสลี่ย์ นั้นก็มีการวิวัฒนาการที่เห็นได้ชัด คือ สูงกว่าคู่ของเธอ(ในเรือง) แฮร์รี่ พอตเตอร์ ในขณะที่ความสอดคล้องของการเลือกโวลเดอร์มอร์ทั้งในส่วนของ ทอม ริดเดิ้ลเมื่ออายุ 11 ปี และทอม ริดเดิ้ลเมื่ออายุ 16 ปี ตอนที่เขากำลังก้าวสู่หนทางของการกลายเป็นลอร์ดโวลเดอร์มอร์ผู้ชั่วร้ายนั้นก็มีการคัดเลือกผู้แสดงมาได้อย่างดีเลยทีเดียว และอีกหนึ่งความสำคัญก็คือ คอมพิวเตอร์กราฟิคโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฉากของถ้ำที่ทะเลทั้งในส่วนของด้านนอก และ ด้านในนั้นสามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากจินตนาการที่เราคาดจากการอ่านรวมไปถึงการระเบิดเป็นทะเลเพลิงสำหรับการปิดช่วงตอนนี้เช่นเดียวกันี้

และครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สองของแฟรนไชร์หนังเรื่องนี้ที่ได้ผู้กำกับคนเดิมมาาเป็นผู้กำกับ (คนแรก คือ คริส โคลัมบัส ผู้กำกับภาค 1 และ 2 ตามลำดับ) แต่สำหรับ เดวิด เยทส์ หลังจากได้กำกับ Harry Potter and the Order of the Phoenix” ในปี 2007 ได้หวนกลับมากำกับฯ เรื่อง “Harry Potter and the Half-Blood Prince” โดยภาคที่เราเห็นจากในทั้งเรื่องนั้นเหมือนดูจะถูกย้อมให้หม่น เพื่อขับเน้นถึงช่วงเวลาของความมืดหม่นนั้นเป็นผลงาน รูโน่ เดลบอนเนล ผู้กำกับภาพที่มีงานผ่านสายตาของเรามาอย่าง A Very Long Engagement และ Amelie (อาจจะทำให้คุณนึกถึงงานของเขาได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น) และเป็นอีกครั้งที่ดนตรีประกอบนั้นดูเหมือนว่าจะถูกหลงลืม และ ถูกผลักจนตกขอบเป็นเหมือนเครื่องประดับที่ถูกลืม หลังจากที่ จอห์น วิลเลี่ยมได้มาออกแบบดนตรี และ เพลงธีมหลักของ แฮรรี่ในภาคแรก และ ดูแลจนถึงภาค 3 Harry Poltter And The Prisoner of Azkaban ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ Patrick Doyie ใน ภาค4 Harry Poltter And Goblet Of Fire ที่เป็นครั้งแรกที่ แฮรรี่มีเพลงร้องเป็นเพลงประกอบ Nicolas Hooper มาดูแลให้ในภาค 5 Harry Potter And The Order Of The Phoenix ที่มีเครื่องดนตรีใหม่ๆอย่างกลองญี่ปุ่นไทโกะเพื่อเพิ่มความหนักหน่วง และขับเน้นในส่วนของเสียงเพอร์คัสชั่น ซึ่งรวมถึงในภาคนี้ Nicolas Hooper ก็ยังคงมาเป็นผู้ดูแลงานทางด้านดนตรีซึ่งโดยความคิดเห็นส่วนตัวแล้วนั้นค่อนข้างรู้สึกธรรมดากับงานดนตรีประกอบภาคนี้

เป็นอีกหนึ่งภาคที่ค่อนข้างดีในความคิดผม เพราะไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่แบบแฮรรี่เวอร์ชั่นเทเลบั้บบี้ (ภาค 1 และ 2) แต่ก็ไม่ได้เยี่ยมแบบภาค 3 (ที่ปมคิดว่าเป็นภาคที่ดีที่สุด ณ. ตอนนี้) บทที่ดัดแปลงไม่ได้ลดใจความสำคัญ หรือ ปรับเปลี่ยนเนื้อหาความสำคัญของตัวละคร ในขณะเดียวกันส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาก็เป็นส่วนขยายที่พูดถึงเรื่องนั้นๆ ให้ลึกและชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ขอขอบคุณ