Review G.I. Joe The Rise of Cobra จีไอโจ สงครามพิฆาตคอบร้าทมิฬ
โดย :BlueMountain

Rating :

คำจำกัดความ
  ดูเพลินเอาสนุก เน้นๆดูเอาเพลินๆ



G.I. Joe The Rise of Cobra จีไอโจ สงครามพิฆาตคอบร้าทมิฬ
Genres:Action/Adventure and War
Running Time:
Release Date:August 7th, 2009 (wide)
MPAA Rating:
Distributors:Paramount Pictures
U.S. Box Office:
Starring: Dennis Quaid, Channing Tatum, Sienna Miller, Ray Park, Rachel Nichols
Directed by:Stephen Sommers




ถ้าจะให้คำจำกัดความก็น่าจะประมาณว่า กลัวจะประสบสถาณการณ์เหมือน The League หนังของทาง Fox เมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า (เอาใจช่วยอย่าให้เป็นแบบนั้นเลยแล้วกันน่ะครับ)

ต้องยอมรับก่อนเลยว่าผมไม่คุ้นกับฮีโร่ หรือ ซูปเปอร์ฮีโร่ กลุ่มนี้สักเท่าไรนอกจากเห็นจากตัวอย่าง หรือ ข่าวพีอาร์จากทางค่ายแล้ว มารู้อีกทีว่ามีการ์ตูนซีรีย์สำหรับเรื่องนี้ก็ตอนมาอ่านสกู๊ป และ เบื้องหลังงานสร้างอย่างละเอียดนั่นเอง โครงสร้างเรื่องโดยทั่วไปแล้ว ไม่ซับซ้อน จนถึง ขั้นต้องขบคิดปัญหากันให้สมองแตก หรือ บวมกันไปข้างหนึ่ง หนึ่งองค์กรก่อการร้าย สู้กับอีกหนึ่งองค์กรที่ผดุงความยุติธรรม โดยคู่ที่ห่ำหันกันต่อกันนั้นมีอดีตความสัมพันธ์ต่อกัน โดยมีเดิมพันเป็นอนาคต และ ความสงบสุขของโลก



ตัวละครเอกของเรื่อง คือ แชนนิ่ง ทาทั่ม กับบทบาท ดุ๊ก นายทหารผู้ที่มีปมอดีตทั้งในดรื่องงาน และ เรื่องส่วนตัว โดนส่วนตัวแล้วมองว่า แชนนิ่ง ทาทั่ม นั้นบุคลิก การแสดงออกทางอารมณ์ และ สีหน้าของเขานั้นอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมกับตัวละครสักเท่าไหร่ หากมองเผินๆดูโครงสร้างร่างกายนั้นอาจจะเหมาะสมไม่มีปัญหา แตาทว่าหน้าตา หรือ แววตาไม่ได้ส่งเสริมกับบทบาทของทหารที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชน ที่เก็บกด ซ่อนปัญหาไว้ไม่บอกใคร (ถึงแม้จะสร้างรอยแผล บากไว้บนหน้าเพื่อให้รู้สึกโชคโชนกับสงคราม และ ความกร้านต่อโลก ก่อไม่ช่วยให้รู้สึกเช่นนั้นเลย)แชนนิ่ง ทาทั่ม นั้นทำได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของภาพยนต์เรื่องนี้ ไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่ทางผู้สร้างนั้นเหตุใดจึงเลือก แชนนิ่ง ทาทั่ม มารับบทนี้ เพราะ บทบาทที่ผ่านมาของเขานั้นจะเป็นหนังรักวัยรุ่น (บวกกับโชว์ความบึกบึ้นของร่างกายเขาซ่ะเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น She’s the Man / Step Up ) หรือ แม้กระทั้งเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง Fighting ที่แม้จะร่วมแสดงกับ เทอร์เรนซ์ ฮาวเวิร์ด ก็ไม่สามารถที่จะเป็นแรงดึงดูดได้ (สำหรับบ้านเราตอนแรกวางแผนว่าจะฉาย แต่ก็รีเจ๊คส์ หรือ ถอนออกจากโปรแกรมฉาย) หากจะหวังให้โชคช่วยแบบ ไชอา ลาบัฟ นั้นก็คงจะยากสักหน่อยเพราะกรณีของ ไชอา ลาบัฟ นั้นค่อนข้างที่จะมีความหลากหลายของบทที่เล่นรับ และที่สำคัญมี ดรีมเวิลค์ หรือ สปีล เบริกส์รับบทเป็นป๋าดันให้สุดลิ่มในช่วงที่ผ่านมา แชนนิ่ง ทาทั่ม ถือว่าเป็นจุดอ่อนของเรื่องนี้ในสายตาของผม



อีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อด้อยที่ผมรู้สึก และ สัมผัสได้คือ อารมณ์ของเรื่องนั้นเป็นแบบไปเรื่อยๆ ไม่ได้ขับเน้นอารมณ์ของผู้ดูให้รู้สึกคล้อยตามหรือมีอารมณ์ร่วมไปสักเท่าไหร่ ในบางช่วงของฉากที่มีการต่อสู้พาอารมณ์คนดูขึ้นไป ณ จุดหนึ่งและทิ้งอารมณ์ให้ค้างช่วงไว้ตรงนั้นก่อนที่จะดิ่งลง และ ค่อยพาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง (อย่างในกรณีของค่ายเดียวกันอย่าง Transformers Revenge of the Fallen ก็คือ จุดอารมณ์คนดูในช่วงต้นกับปฎิการของ อ็อพติมัส ไพรม์ ตั้งแต่ต้นปฎิการจนจบ แล้วค่อยมาพูดถึงเหตุการณือื่นๆ หรือ ช่วงสงครามกลางทะเลทรายในตอนจบที่สร้างอารมณืร่วมไปกับคนดูตั้งแต่ต้นจนจบ) ดูแล้วนึกถึงภาพยนต์ฟอร์มใหญ่อีกเรื่องที่ผ่านมานานแล้วอย่าง The League (แต่ผมก็ชอบภาพยนต์เรื่องนี้น่ะครับ) ที่ให้อารมณ์และความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน ทั้งสเกลของงาน และ การลงทุน แต่ก็หวังว่ารายรับ และ เสียงวิจารณ์นั้นคงไม่เป็นเหมือน The League ไม่เช่นนั้นต้นสังกัดคงต้องก่ายหน้าผากอย่างแน่นอน

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยสนุกไปกับตัวภาพยนต์สักเท่าไหร่จะเป็นเพราะ บรรดาสารพัดหนังตัวอย่างที่อัดมา ( ไม่ใช่หนังของยูไอพี 5 แพร่ง / แฟนเก่า / อีส้ม สมหวัง ชะช่า / หนังสยองขวัญของสหมงคล / gammer หนังของ เอ็มวีดี แล้วค่อยตามมาด้วยหนังของยูไอพี อย่าง SHUTTER ISLAND / LAND OF THE LOST / INGLOURIOUS BASTERDS / FUNNY PEOPLE ) เพื่อรอคอยเวลาของผู้ชมที่ลืมดูนาฬิกา เพราะปกติผมชอบยูไอพี ในเรื่องของความตรงต่อเวลาที่สุด แต่ครั้งนี้ จนผมอยากจะเดินออกจากโรงเพราะว่าก่อนหน้านี้ต้องไปถ่ายภาพ และ ทำข่าวอีกงานหนึ่งที่เซ็ลทรัล เวิลด์ และรีบมาถ่ายภาพที่งานนี้ต่อ และ เมื่อถ่ายเสร็จก็ได้เวลาฉายภาพยนต์ต่อทันที เลยไม่ได้พักทานอะไรรองท้องก่อนเข้าชม แล้วเมื่อมาเจอเหตุการณ์ข้างต้นก็ยิ่งไปกันใหญ่

ขอขอบคุณ