Agora มหาศึกศรัทธากุมชะตาโลก
Genres:Action/Adventure, Art/Foreign, Drama, Romance and Politics/Religion
Running Time:2 hrs. 21 min.
Release Date:
MPAA Rating:
Distributors:United Home Entertainment
U.S. Box Office:
Starring:Rachel Weisz, Ashraf Barhoum, Oscar Isaac, Homayoun Ershadi, Max Minghella
Directed by:Alejandro Amenabar

|
|
ร่วมเสนอความคิด และ แสดงความคิดเห็นของคุณที่มีต่อเรื่องนี้ ได้ที่นี่ 
ร่วมเป็นแฟนของทางเว็บไซต์เพื่อร่วมสนุกกับกิจกรรมได้ที่ 
บทความต่อไปนี้ เปิดเผยถึงเนื้อเรื่อง และ บทของตัวละคร หากท่านยังไม่ได้ชมกรุณาพิจารณาก่อนอ่านบทความนี้
ยอมรับว่ามาดูเรื่องนี้แบบหวุดหวิดอย่างมาก เนื่องด้วยจากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่ที่แน่คือ สถานที่ฉายจากเดิม คือ SFW ที่เซ็ลทรัลเวิลด์มาเป็น SFX ลาดพร้าวสาเหตุอะไรก็คงคาดเดากันไม่ยากอยู่แล้วน่ะครับ (ล่าสุด ณ.เวลาที่เขียนนี้ก็มีการแจ้งยกเรื่องไปแล้วอีก 4 เรื่อง เหลือเพียง 1 เรื่อง และยังคง พรีวิวที่ สกาล่างานนี้ไม่รู้ว่าจะตัวใครตัวมันหรือเปล่างานนี้)
กลับมาที่ตัวภาพยนต์ ยอมรับว่าตอนแรกหลังจากดูหนังตัวอย่างจบแล้วเฉยมากๆ เพราะมองว่ามันคือหนังย้อนยุคที่น่าจะเป็นเรื่องของการสู้รบแย่งชิงกันธรรมดาๆกันมากกว่า แต่ยอมรับว่างานนี้หลังจากดูจบแล้วต้องยอมรับว่าคิดผิด เพราะว่าจริงๆแล้วมันคือหนังประวัติศาสตร์ที่แม้จะหยิบยืมโครงสร้างจริงมาบ้าง เจือไปด้วยเรื่องราวของความรักแบบต่างชนชั้น ปรุงด้วยเรื่องความขัดแย้ง และ แตกต่างในเรื่องของศาสนา โดยมีความสัมพันธ์ของคำว่าครอบครัว เพื่อน และคนที่รักมาร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และ ผลักให้การเดินเรื่องก้าวไปสู่ข้างหน้าจนถึงบทสุดท้ายของตัวหนัง
สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างสำหรับภาพยนต์เรื่องนีสำหรับผม คือ งานสร้างฉากที่แน่นอนว่าคงต้องมีการใช้งานจากคอมพิวเตอร์ช่วยเหลือเป็นอย่างมากอยู่แล้ว แต่สำหรับเรื่องนี้ที่ผมชื่นชม คือ สำหรับผู้ที่ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อารยธรรมต่างๆ ย่อมน่าจะคุ้นเคยไม่ว่าจะเป็น ไอย์คุปต์ ไซบีเรีย บาบีโลเนีย ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในท้องเรื่องนั้นเป็นช่วงที่ อียิปต์ที่อยู่ในช่วงปลายที่มีการรุกรานของทางโรมันนอกจากทางการเมือง การปกครองแล้ว ยังรวมไปถึงทางวัฒนธรรมที่เข้ามามีผลทั้งส่วนของรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ ในเรื่องทั้งที่เป็นของเทพเจ้าของชาวอียิปต์เอง หรือ ของทางโรมันก็ตาม ยังรวมไปถึงงานของศิลปกรรมการตกแต่งที่ตอนแรกๆดูแล้วรู้สึกถึงความขัอแย้ง จนเมื่อค่อยดูและทำความเข้าใจแล้วก็รู้สึกว่าเข้าใจถึงความตั้งใจของทีมงานได้เป็นอย่างดีเลยที่เดียว


แต่สิ่งที่โดนใจอย่างแรงสำหรับเรื่องนี้ก็คือ สันดานดิบของความเป็นมนุษย์ที่ยังคงความคงเส้นคงวาตั้งแต่บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีอำนาจ หรือ ได้รับความนับถือ ยกย่องจากสังคมหากนำเอาสิ่งที่มีอยู่นี้มาใช้เพื่อการทำลายฝ่ายตกข้าม หรือ ผลักดันให้ตนเองเป็นใหญ่แล้วล่ะก็ทุกอย่างคงไม่มีความสงบสุขเกิดขึ้นแน่นอน (รู้สึกเหมือนว่าคุ้นกันไหมครับ) โดยเฉพาะเมื่อสิ่งทั้งหลายเรานี้มากับคำว่าศาสนา กับสภาพของสังคมในสมัยก่อนถ้าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ หรือ เรื่องราวการวิวัฒนการในยุคต่างๆ แล้วเราจะเห็นได้ว่ามีร่องรอยของความรุนแรงแฝงเร้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเผาทั้งเป็นในกรณีของแม่มด การกักขังในกรณีที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือ อาจถึงขั้นประหารชีวิต โดยส่วนตัวแล้วมองว่าศาสนาคือ เครื่องยึดเหนี่ยวและทะนุบำรุงจิตใจของเราให้มีกำลังใจต่อสู้ในการที่เราจะทำความดีรวมไปถึงการไม่ย่อท้อ ไม่ใช่การครอบงำ หรือ เป็นเพียงตัวเลือกที่ไม่สามารถเลือกได้ เพราะบังคับเลือกเพียงอย่างเดียว แต่ตัวละครเอกนั้นเลือกที่จะปฎิเสธในสิ่งที่ผู้อื่นยัดเยียดให้ เพราะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร โดนรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะทราบว่าบทสรุปสุดท้ายของการปฎิเสธนั้นจะเป็นเช่นไรก็ตาม โดยมีฉากที่เรียกน้ำตาได้สำหรับคนใจอ่อนกับการที่ได้เห็นคนที่รักของตัวละครนั้น พยายามที่จะปกป้องคนที่ตัวเองรักอย่างสุดความสามารถ ที่ถึงแม้หนทางสุดท้ายที่จะทำได้คือ เมตตาสังหารก็ตาม
ในเรื่องนั้นมีหลานฉากที่เป็นการถ่ายภาพจากบนลงมายังพื้นโลกหลายครั้ง รวมไปถึงวงกลมไม่แน่ใจว่าผู้กำกับ หรือ ตากล้องนั้นจงใจสื่อความหมายถึงสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่ แต่สำหรับผมแล้วมันคือ วัฐจักร หรือ วงล้อที่เป็นไปของโลกมนุษย์ที่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ากี่ปี กี่ทศวรรษ มนุษย์เราอาจจะมีพัฒนาการ หรือ การเรียนรู้ใดๆก็ตามแต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ยังเป็นผู้ทำลายที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด
น่าดูไหม ผมให้ 4/5 ครับ
ขอขอบคุณ

|